สมองเสื่อม ลืมอิ่ม-ลืมหิว

ปัญหาขั้วตรงข้ามอย่าง “ลืมอิ่ม” ลืมว่ากินข้าวแล้วบอกว่ายังไม่ได้กินอะไรเลย กับ “ลืมหิว” ลืมความรู้สึกอยากอาหารหรือไม่กินอาหาร พบได้ในผู้ป่วยสมองเสื่อมบางราย
ไม่ว่าผู้ป่วยจะรับประทานอาหารบ่อยหรือปริมาณมากแค่ไหนก็ไม่รู้สึกอิ่ม เนื่องจากภาวะสมองเสื่อมส่งผลให้ลืมว่าได้รับประทานอาหารแล้ว ถึงแม้ว่าเหตุการณ์เพิ่งผ่านไปไม่นานก็ตาม
เกิดได้จากปัญหาความจำที่เสื่อมลง และการรับรู้ความรู้สึกอิ่มนั้นแปรปรวน ทำให้รับประทานอาหารมากหรือบ่อยเกินไป ส่งผลให้น้ำหนักเกินก่อปัญหาสุขภาพตามมา อีกทั้งยังสร้างความวุ่นวายให้กับผู้ดูแลจากการ เรียกร้องขออาหารบ่อย ๆ หรือพยายามค้นหาอาหารที่เก็บไว้
1. แบ่งอาหารออกเป็น 2 ส่วน ถ้าผู้ป่วยเรียกร้องค่อยเพิ่มให้ อาจเติมผักเพื่อให้ดูปริมาณมาก ช่วยลดโอกาสการได้รับพลังงาน น้ำตาล หรือไขมันเกิน ลดเสี่ยงน้ำหนักตัวเพิ่ม
2. ดูแลให้ได้ดื่มน้ำอย่างพอเพียง เพราะผู้ป่วยอาจเข้าใจผิดว่ากำลังหิวอาหาร
3. เตรียมของว่างที่ดีต่อสุขภาพ อาจเตรียมขนาดพอดีคำหรือรับประทานได้สะดวกดูตามภาวะอาการของผู้ป่วยว่าสามารถรับประทานอาหารประเภทใดได้บ้าง เช่น โยเกิร์ต ไข่ตุ๋น ไข่ต้มหั่น ขนมปังโฮลวีท ผลไม้ไม่หวานจัด เช่น ส้ม ฝรั่ง แอปเปิล กล้วยหั่น ซุป หรือแกงจืด ฯลฯ
4. เก็บอาหารในบริเวณที่ผู้ป่วยเข้าไม่ถึง หรือล็อกเก็บไว้
5. ถ้าผู้ป่วยแยกแยะสิ่งของไม่ได้ เก็บเครื่องปรุง รวมทั้งของใช้และสารเคมีต่าง ๆ ให้พ้นมือผู้ป่วย เข้าตู้ หรือล็อกห้องไม่ให้เข้าถึง เนื่องจากผู้ป่วยอาจเข้าใจผิดว่ากินได้
6. หากผู้ป่วยกังวลถึงอาหารมื้อถัดไป อาจบอกเวลาให้ทราบล่วงหน้าว่าจะได้รับประทานเวลาไหน เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจไม่ต้องกินตุนไว้
7. หากิจกรรมให้ผู้ป่วยทำ เพื่อไม่ต้องกังวลหรือสนใจอยู่กับการกิน ผู้ป่วยอาจรู้สึกเหงาหรือเบื่อจึงกินเพื่อปลอบใจตัวเอง
8. ถ้าผู้ป่วยรับประทานแต่อาหารบางชนิดเป็นพิเศษ ทำให้ขาดสารอาหารอื่นที่จำเป็นสำหรับร่างกาย หรือมีน้ำหนักเกิน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำ
ผู้ป่วยสมองเสื่อมบางรายไม่สนใจในอาหาร เมื่อถึงเวลาอาหาร ไม่ยอมรับประทาน หรือคายทิ้ง ทำให้ร่างกายได้รับอาหารไม่เพียงพอ นำไปสู่ปัญหาน้ำหนักลด กล้ามเนื้อน้อยลง อ่อนเพลียไม่มีแรง ร่างกายอ่อนแอลง เจ็บป่วยและติดเชื้อได้ง่าย เมื่อเจ็บป่ายแล้วก็ฟื้นตัวช้า
อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น มีปัญหาในการเคี้ยว การกลืน ท้องผูก ไม่สบายตัว มีอาการเจ็บปวดในร่างกาย เหนื่อยล้า ไม่มีสมาธิ ไม่สบายใจ หงุดหงิดอารมณ์เสีย มีภาวะซึมเศร้า มีปัญหาในการสื่อสาร เช่น ไม่ชอบอาหารนั้นหรืออาหารร้อนเกินไปแต่บอกไม่ได้ ลืมวิธีรับประทานอาหาร เคลื่อนไหวร่างกายน้อย และอาจเกิดจากผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางประเภท
1. สังเกตผู้ป่วยจากความชอบ เลือกอาหารที่ผู้ป่วยชอบ หรือรสชาติใกล้เคียงกัน ซึ่งความชอบอาจเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา
สังเกตความสามารถในการรับประทานอาหาร ปรับอุปกรณ์การใช้งานให้สะดวกสำหรับผู้ป่วย หรือปรับรูปแบบอาหารให้กินง่าย
2. ให้ผู้ป่วยได้ลองชิมอาหารหลากหลายประเภทที่มีรสชาติ เนื้อสัมผัส และกลิ่นแตกต่างกัน เพื่อกระตุ้นความรู้สึกแปลกใหม่
อาจจัดอาหารหลากหลายรูปแบบสลับกันไป เพื่อช่วยลดปัญหาเบื่ออาหาร กลิ่นหอมของส่วนผสมต่าง ๆ โดยเฉพาะเครื่องเทศ สมุนไพร ยังช่วยกระตุ้นความอยากอาหารได้อีกด้วย
3. เลี่ยงการตักอาหารใส่จานมากเกินไป ลดปริมาณลงเพื่อให้ดูน่ารับประทาน นอกจากนี้อาหารบางประเภทเมื่อเย็นลงจะเสียรสชาติ
4. ถ้าผู้ป่วยเรียกร้องของหวานก่อนแล้วยังรับประทานมื้อหลักได้ดี สามารถตามใจผู้ป่วยโดยไม่ต้องเคร่งครัดนัก
5. เมื่อผู้ป่วยหยุดรับประทาน สังเกตดูว่าได้รับอาหารปริมาณพอเพียงหรือไม่ ถ้ายังได้อาหารน้อยลองกระตุ้นให้รับประทานเพิ่ม หรือชวนพูดคุยถึงอาหารจานนั้นอาจช่วยให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารเพิ่มได้
6. ไม่ควรบังคับให้รับประทานอาหาร หากผู้ป่วยกำลังกระสับกระส่าย วิตกกังวล ควรปลอบโยน เบนความสนใจ ให้เวลาผู้ป่วยสงบลงก่อน
7. ชวนผู้ป่วยให้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเกี่ยวกับอาหาร อาจชวนกันทำอาหาร ล้างผัก จัดจาน จัดโต๊ะอาหารร่วมกัน ชวนคุยถึงอาหารที่ชอบในปัจจุบันหรืออาหารโปรดวัยเด็ก เพื่อกระตุ้นความอยากอาหาร
8. เมื่อถึงเวลาแล้วผู้ป่วยไม่รับประทานอาหาร อาจเตรียมของว่างไว้ให้เผื่อหิว อาจเป็นรูปแบบที่รับประทานง่าย หรืออาหารชิ้นหยิบรับประทาน เช่น ผักผลไม้หั่นชิ้น แซนวิช ซาลาเปา อกไก่ปรุงรสหั่นชิ้น ฯลฯ เตรียมอาหารตามความเหมาะสมโดยดูความสามารถในการรับประทานอาหารของผู้ป่วยเป็นหลัก
บทความที่เกี่ยวข้อง











