เสียใจ…ทำร้ายโดยไม่ตั้งใจ

15 มิถุนายนของทุกปี วันรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อผู้สูงอายุโลก เป็นวันที่คอยเตือนใจเราทุกปีเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงต่อผู้สูงอายุ รวมทั้งผู้ป่วยสมองเสื่อมของเรา เนื่องจากผู้ป่วยมักอยู่ในวัยสูงอายุเช่นกัน
ปัญหาการทำร้ายผู้ป่วยสมองเสื่อมมีโอกาสเกิดขึ้นได้โดยไม่ตั้งใจ ขณะเดียวกันผู้ดูแลมักรู้สึกผิด เสียใจเมื่อทำลงไปแล้ว แต่สิ่งที่ดีที่สุดทั้งต่อผู้ป่วยและผู้ดูแลเองก็คือ การป้องกัน การไม่ละเลยปัญหา และพยายามแก้โดยไม่ให้มีโอกาสเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
การทำร้ายผู้ป่วยมักเกิดจาก 2 สาเหตุหลัก
1. มีความเครียดสะสมมาก ความเหนื่อยล้า การพักผ่อนไม่พอเพียง ความกดดันจากการดูแลผู้ป่วยเป็นเวลานาน
2. ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาการของภาวะสมองเสื่อม วิธีการดูแล และการรับมือกับสถานการณ์ ทำให้เกิดการปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสมต่อผู้ป่วย
1. มีความเครียดสะสมมาก ความเหนื่อยล้า การพักผ่อนไม่พอเพียง ความกดดันจากการดูแลผู้ป่วยเป็นเวลานาน
2. ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาการของภาวะสมองเสื่อม วิธีการดูแล และการรับมือกับสถานการณ์ ทำให้เกิดการปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสมต่อผู้ป่วย
ผู้ดูแลเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่สามารถสติหลุดได้ เมื่อเผชิญหน้ากับความเครียดความกดดันมาก ๆ แต่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรง
มีข้อแนะนำดังนี้
1. หมั่นสังเกตสัญญาณเตือน
ถ้าผู้ดูแลเริ่มรู้สึกว่าตัวเอง หงุดหงิดบ่อย โกรธง่าย อยากตี เขย่า หรือผลักผู้ป่วย ตะคอก รู้สึกเหนื่อยมากจนระเบิดอารมณ์
2. ถ้าเริ่มควบคุมอารมณ์ไม่ได้
ดูว่าผู้ป่วยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยดีแล้ว เลี่ยงออกมาพักใจสักครู่ สูดหายใจลึก ๆ จิบน้ำ ส่งข้อความหรือโทรศัพท์ระบายให้คนใกล้ชิดฟังในระยะห่างพอไม่ให้ผู้ป่วยได้ยิน การเลี่ยงเผชิญหน้าช่วยลดระดับอารมณ์รุนแรงของผู้ดูแลลงได้
3. รีบขอความช่วยเหลือถ้ารับไม่ไหว
ถ้าผู้ดูแลเริ่มโกรธผู้ป่วยตลอดเวลา คิดจะทำร้าย หรือรู้สึกตัวว่าไม่ไหวแล้ว ควรรีบขอความช่วยเหลือจากสมาชิกในครอบครัว แพทย์ พยาบาล กลุ่มสนับสนุนผู้ดูแล หรือนักสังคมสงเคราะห์
4. หาผู้ช่วย
ขอความช่วยเหลือจากคนในครอบครัว แบ่งหน้าที่โดยมีผู้ดูแลหลัก และผู้ช่วยรับผิดชอบงานด้านอื่น จ้างผู้ดูแลแทนเป็นครั้งคราว หรือขอให้ช่วยดูแลเป็นช่วง ๆ เช่น 2 ชั่วโมง ครึ่งวัน ขอวันหยุดพัก การได้พักจะช่วยลดความเครียด
5. ผู้ดูแลดูแลสุขภาพตัวเอง
พยายามจัดตารางเวลา หาเวลานอนหลับให้พอเพียง รับประทานอาหารมีประโยชน์ครบทุกมื้อ ออกกำลังกาย พบแพทย์เมื่อมีปัญหาสุขภาพกายหรือใจ หากสุขภาพกายใจแข็งแรงจะมีส่วนช่วยให้ต้านทานความเครียดได้ดีขึ้น
6. เรียนรู้เกี่ยวกับสมองเสื่อม
ศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับอาการและการดำเนินไปของภาวะสมองเสื่อม และทำความเข้าใจว่าพฤติกรรมของผู้ป่วย เช่น สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ถามซ้ำ ต่อต้าน ก้าวร้าว หลงผิด ฯลฯ เกิดจากโรค ไม่ได้มาจากความตั้งใจ จะช่วยลดความรู้สึกด้านลบที่มีต่อผู้ป่วย ใช้อารมณ์ตอบโต้น้อยลง รับมือกับปัญหาได้ดียิ่งขึ้น
มีหลายวิธีช่วยลดความเครียด ผู้ดูแลเลือกวิธีที่ชอบ เหมาะกับตัวเอง หรือใช้แล้วได้ผล บางวิธีอาจฝึกฝนไว้ก่อนนำมาใช้เมื่อถึงเวลา
ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาเครียด ให้ฝึกผ่อนคลายเป็นประจำ จะช่วยลดความเครียดสะสมได้
1. ฝึกหายใจเข้า-ออกช้า ๆ เป็นประจำ
2. ทำสมาธิ
3. ฟังเพลง
4. เดิน
5. ออกกำลังกายในรูปแบบที่ชอบ
6. ทำกิจกรรมที่ชอบ เช่น งานประดิษฐ์ งานศิลปะ ปลูกต้นไม้ ฯลฯ
7. พูดคุยระบายความรู้สึกกับคนที่ไว้วางใจ
ความรู้สึกผิดมักเกิดขึ้นเมื่อผู้ดูแลไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเอง การจมอยู่กับความรู้สึกนี้เป็นเวลานาน ส่งผลต่อสุขภาพจิตของผู้ดูแล จึงจำเป็นต้องปรับใจให้หลุดพ้นไปจากความรู้สึกด้านลบ
1. รู้จักให้อภัยตัวเอง มองไปข้างหน้า ตั้งใจทำให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน เลือกทำสิ่งเล็กน้อยสำเร็จง่ายก่อนจะทำให้มีพลังใจเดินหน้าต่อไป
2. มองข้อดีและการพัฒนาของผู้ดูแลในการรับมือกับผู้ป่วยว่ามีอะไรบ้าง เชื่อมั่นว่าการรับมือกับอารมณ์ของตัวเองก็เป็นอีกข้อหนึ่งที่สามารถทำได้ ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป
3. หากรู้ตัวว่าเป็นคนคาดหวังสูง ลดความคาดหวังจากตัวเองลงบ้าง ไม่จำเป็นต้องเป๊ะทุกด้านอยู่ตลอดเวลา ยืดหยุ่นกับตัวเองให้มากขึ้น
บทความที่เกี่ยวข้อง











