ปกป้องผู้ป่วยสมองเสื่อมจากมิจฉาชีพ

ผู้ป่วยสมองเสื่อมที่มีอาการอยู่ในระยะแรกมีโอกาสถูกหลอกลวงง่าย เนื่องจากยังดูแลตัวเองได้มาก สามารถใช้ชีวิตใกล้เคียงกับตอนยังเป็นปกติ หรืออีกกรณีหนึ่งคนในครอบครัวยังไม่ทราบว่ามีภาวะสมองเสื่อม จึงทำให้ไม่ทันนึกถึงการดูแลเงินทองของผู้ป่วย
ภาวะสมองเสื่อมนอกจากส่งผลต่อความจำแล้ว ยังส่งผลต่อความสามารถของสมองในด้านการใช้เหตุผล ความเข้าใจ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ ความสามารถในการจัดการเรื่องเงิน และความระมัดระวัง สำหรับคนทั่วไปก็ยังเป็นเรื่องยากหากได้รับข้อมูลน่าเชื่อถือ หรือมีความซับซ้อน
ภาวะสมองเสื่อมนอกจากส่งผลต่อความจำแล้ว ยังส่งผลต่อความสามารถของสมองในด้านการใช้เหตุผล ความเข้าใจ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ ความสามารถในการจัดการเรื่องเงิน และความระมัดระวัง สำหรับคนทั่วไปก็ยังเป็นเรื่องยากหากได้รับข้อมูลน่าเชื่อถือ หรือมีความซับซ้อน
ผู้ตกเป็นเหยื่อมักจะตกใจและรีบโอนเงินให้มิจฉาชีพ จากการใช้ประเด็นเหล่านี้มาหลอกเอาเงิน
1. ขู่ให้กลัว : เช่น พัวพันการทำผิดกฎหมาย ยึดทรัพย์ ระงับบัญชีธนาคาร ค้างภาษี ฯลฯ
2. มีคนในครอบครัวเดือดร้อน : เช่น ปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ หรือใช้เสียงภาพหรือคลิป AI ปลอมเป็นญาติ ถูกรถชน ตำรวจจับ
3. หลอกให้รักออนไลน์ : ใช้โปรไฟล์หน้าตาบุคลิกดี มีฐานะ พูดจาดี ชวนลงทุนหรือขอความช่วยเหลือหลังจากตีสนิทสำเร็จ
4. ผลตอบแทนสูงและโชคใหญ่ : แจ้งว่าเป็นผู้โชคดีได้รับเงินรางวัล กองทุน สลาก หลอกให้จ่ายค่าธรรมเนียมก่อน การลงทุนผลกำไรสูงเกินจริง
5. ให้ความช่วยเหลือทางเทคโนโลยี : ปลอมเป็นเจ้าหน้าที่มาช่วยป้องกันการโกงหรือแก้ไขปัญหา
การหลอกลวงมาในรูปแบบต่าง ๆ ตามที่เคยได้ยินข่าวเป็นประจำว่าผู้สูงอายุโดนหลอกเอาเงินทองไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้ป่วยสมองเสื่อมก็มีโอกาสเป็นเหยื่อด้วย
เช่น
1. กดกริ่งหน้าประตูบ้าน : อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของการประปา-ไฟฟ้า ตำรวจ ตรวจสอบหรือซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ถังแก๊ส อ้างเป็นบริษัทขนส่งให้จ่ายเงิน มาเสนอขายสินค้า ขอบริจาค ฯลฯ เพื่อหลอกเอาเงินสดหรือข้อมูลบัตรเครดิต
2. โทรศัพท์ คอลเซ็นเตอร์ : ชวนลงทุน หรืออ้างว่าเป็นตำรวจ พนักงานธนาคาร เจ้าหน้าที่ ขอรหัสผ่านหลอกให้โหลดแอปควบคุมหน้าจอ หรือช่วยอัปเดตข้อมูลส่วนตัวเพื่อรับเงินช่วยเหลือ โดยบอกว่าต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน
โทรมาอ้างว่าคนในครอบครัวประสบอุบัติเหตุต้องการให้โอนเงินหรือกลับกันขอข้อมูลส่วนตัวเพื่อรับค่าชดเชย ปลอมเสียงเป็นคนรู้จัก หลอกให้โหลดแอพเพื่อดูดเงินจากบัญชี ฯลฯ
3. ข้อความทาง SMS และอีเมล์ : อ้างว่าเป็นหน่วยงานที่เป็นทางการ เช่น ขอให้เปลี่ยนรหัสผ่าน ชำระเงินทันที แจ้งว่าได้รับรางวัล พัสดุส่งไม่ถึง กำลังจะถูกระงับบัญชี เตือนระบบกำลังจะถูกแฮก ขอให้โอนเงิน กดลิงก์เพื่อดำเนินการต่อ หรือชักชวนลงทุนในหุ้น พันธบัตร เงินดิจิทัล ภายในเวลาจำกัด อัตราดอกเบี้ยสูงมาก หรือได้รางวัลใหญ่ แล้วหลอกให้โหลดแอพ ฯลฯ
4. โซเชียลมีเดีย และแอพ เช่น Facebook X (Twitter) TikTok Instagram แอพหาคู่ เป็นต้น สร้างโปรไฟล์ด้วยภาพหรือ AI ปลอมแอบอ้างเป็นบุคคลมีชื่อเสียง หน้าตาดี จีบหรือหลอกให้สงสาร ร้านค้าออนไลน์ปลอม ชวนลงทุน เพื่อขอข้อมูลส่วนตัว หรือให้โอนเงิน
1. เตือนให้ระวัง
- ติดข้อความเตือนไว้ในจุดที่มองเห็นบ่อยหรือคอมพิวเตอร์ เช่น อย่าให้เลขบัญชีธนาคารหรือข้อมูลสำคัญกับคนอื่น
- อย่าคลิกลิงก์จากอีเมลหรือข้อความที่ไม่น่าเชื่อถือ
- ถ้าต้องจ่ายเงินสดหรือโอนเงินโดยไม่แน่ใจให้ปรึกษาก่อน
- ไม่เข้าใจให้วางสาย
- ชวนผู้ป่วยทบทวนและย้ำข้อควรระวังเป็นประจำ
2. ใช้เทคโนโลยี
- ติดตั้งแอปบล็อกที่เชื่อถือได้ บล็อกเบอร์โทรและข้อความต้องสงสัย
- ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสในคอมพิวเตอร์
- เปิดระบบรักษาความปลอดภัยในโทรศัพท์ กรองสายโทรเข้า SMS หรือสแปม
3. ดูแลการเงิน
- พูดคุยกับผู้ป่วยเรื่องการเข้ามาช่วยดูแลการเงิน
- ตรวจสอบบัญชี แอพธนาคาร บัตรเครดิต ATM ฯลฯ เป็นประจำ
- เปิดบริการแจ้งเตือนการโอน ถอน หรือใช้จ่ายผ่าน SMS หรืออีเมล
- สังเกตความผิดปกติ อาจเป็นยอดเงินเล็กน้อยหรือเกิดซ้ำ ๆ รีบแจ้งธนาคารเมื่อพบธุรกรรมต้องสงสัย
- เพิ่มสมาชิกครอบครัวที่ไว้ใจได้เป็นผู้ร่วมดูแลบัญชี
- สอบถามธนาคารเกี่ยวกับระบบป้องกันการโกง
- ตรวจสอบดูว่าผู้ป่วยสมัครสมาชิกหรือบัตรต่าง ๆ ที่ไม่ได้ใช้งาน ติดต่อเพื่อขอยกเลิก
4. วางแผนทางกฎหมายและควบคุมการเงิน
- ด้านกฎหมาย ทำหนังสือมอบอำนาจ ขอเป็นผู้อนุบาล เพื่อป้องกันการทำธุรกรรมทางการเงินสำคัญหรือเซ็นเอกสารเอง
- การจำกัดวงเงินที่ผู้ป่วยจะใช้ ทั้งเงินสด และการทำธุรกรรมต่าง ๆ
- แยกเก็บเงินในบัญชีที่ปลอดภัย ไม่เชื่อมโยงระบบออนไลน์ คนอื่นเข้าถึงยาก
1. นิสัยการใช้เงินของผู้ป่วยเปลี่ยนไป เช่น ใจดีใช้จ่ายง่าย ใช้มากหรือบ่อยผิดปกติ จากคนเคยประหยัดคิดคำนวณความคุ้มค่ามาโดยตลอด
2. ใช้เงินอย่างไม่สมเหตุสมผล เช่น ขาดความยับยั้งชั่งใจ ซื้อของบ่อย ซื้อของแพงเกินจริง
3. เชื่อคนอื่นง่าย เชื่อโฆษณาจากสื่อต่าง ๆ ง่าย
4. แยกแยะข้อมูลจริงหรือโกหกไม่ได้ จากที่เคยทำได้มาก่อน
บทความที่เกี่ยวข้อง











