ครอบครัวช่วยดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมได้อย่างไร

การดูแลจึงจำเป็นต้องอาศัยสมาชิกในครอบครัว เรียนรู้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการของโรคและการปรับตัวร่วมกัน
เนื่องจากการเป็นผู้ดูแลเพียงคนเดียวเป็นการรับภาระหนักหน่วง มีความเครียดสะสมทั้งทางร่างกายและจิตใจเป็นอย่างมาก และในความเป็นจริงที่พบเห็นได้ก็คือ การทำงานเป็นทีมเพื่อดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมสำหรับบางครอบครัวแล้วเป็นเรื่องยาก
หลายครอบครัวสูญเสียโอกาสการดูแลผู้ป่วยอย่างเหมาะสมถึงแม้จะมีความพร้อม เนื่องจากขาดการวางแผนและการพูดคุยปรึกษาหารือ ดังนั้นเมื่อพบว่าผู้สูงอายุในครอบครัวของเรามีภาวะสมองเสื่อม จึงควรวางแผนร่วมกันเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการรับมือตั้งแต่เริ่มต้น
เนื่องจากต้องดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยไปตามอาการแล้ว ผู้ป่วยยังมีปัญหาด้านความจำ ภาวะทางจิตใจ ปัญหาพฤติกรรม ความคิดอ่าน และบุคลิกที่เปลี่ยนไป การดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมจึงมิใช่เรื่องง่าย
1. สมาชิกในครอบครัวควรเรียนรู้โรคและอาการของสมองเสื่อมไปด้วยกัน
การมีความรู้ความเข้าใจจะช่วยให้รับมือได้ดีขึ้น และยังปรับตัวปรับใจรับความเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยได้ดี
2. พูดคุยปรึกษากัน
เกี่ยวกับหน้าที่ความรับผิดชอบ แนวทางการรักษา การพูดคุยตกลงกันก่อนจะช่วยลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
3. แบ่งหน้าที่การดูแล
- ในครอบครัวที่มีสมาชิกหลายคน อาจมีผู้ดูแลหลัก ผู้ดูแลรอง และจัดเวรดูแลหมุนเวียนในช่วงที่อาการผู้ป่วยมีความต้องการการดูแลสูง
- สมาชิกคนอื่นช่วยเหลือด้านอื่นหรือช่วยตามความสามารถ เช่น ละเอียดรอบคอบอาจช่วยดูแลการนัดหมายแพทย์ การจัดยา ช่วยทำบันทึกอาการผู้ป่วยให้แพทย์ทราบ ถนัดวางแผน ช่วยทำตารางกิจวัตรประจำวัน การช่วยเหลือด้านอื่นๆ เช่น การเงิน การจัดการธุระต่าง ๆ หรือคนที่อยู่ห่างไกลสามารถให้ความช่วยเหลือด้านใดบ้าง
4. ผู้ดูแลหลักสื่อสารให้คนในครอบครัวเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับ
- การดูแลในแต่ละวันมีอะไรบ้าง ซึ่งจะมากขึ้นตามอาการผู้ป่วยที่ดำเนินไปเนื่องจากผู้ป่วยช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง และยังต้องระมัดระวังเกี่ยวกับความปลอดภัย การรับรู้รายละเอียดช่วยให้สมาชิกในครอบครัวเห็นภาพการดูแลชัดเจนขึ้น
- ปัญหาต่างๆ เช่น ความจำของผู้ป่วย ปัญหาพฤติกรรม การดูแลความปลอดภัยเนื่องจากความรู้ความเข้าใจต่อสิ่งต่าง ๆ ของผู้ป่วยแปรปรวนไปจากภาวะสมองเสื่อม
- ข้อแนะนำหรือเทคนิคในการปฏิบัติต่อผู้ป่วยที่เคยทำแล้วได้ผล เช่น ผู้ป่วยถามซ้ำเรื่องเดิมหลายรอบ ให้ตอบสั้น ๆ หรือเบี่ยงเบนความสนใจ ชวนคุย ชวนดูภาพที่ชอบ หรือหาของว่างที่ผู้ป่วยชอบมาให้
- สื่อสารตรงประเด็น บอกความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา เช่น ตอนนี้รู้สึกเหนื่อยและเครียดมาก ต้องการความช่วยเหลือในด้านใด เช่น ขอเวลาพักมีคนมาผลัดเปลี่ยนดูแล ต้องการคนช่วยซื้อของ มีอาการป่วย เป็นต้น เลี่ยงการกล่าวโทษว่าคนอื่นว่าทำไมไม่ช่วยกันดูแล
5. การปรับตัวของทุกคนในครอบครัว
- ปรับบทบาทจากคู่ครอง ลูก หรือหลาน มาเป็นผู้ดูแล
- เรียนรู้ทักษะในการดูแล การปฏิบัติตัวต่อผู้ป่วย และการสื่อสารอย่างเหมาะสม การรู้จักยืดหยุ่น การใช้อารมณ์ขันช่วยแก้ในบางสถานการณ์
- ปรับบ้านให้ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วย เนื่องจากอาการหลงลืม และความเข้าใจในสิ่งแวดล้อมลดลง หรือเปลี่ยนไปไม่อยู่ในโลกของความจริง
6.หาความช่วยเหลือจากภายนอก
- ปรึกษาการรักษาร่วมกับแพทย์ พยาบาล และบุคลากรสาธารณสุข
- เข้าร่วมกิจกรรมการอบรมผู้ดูแล
- หาแหล่งสนับสนุนให้ความช่วยเหลือ โดยสอบถามจากโรงพยาบาล เข้าร่วมกลุ่มสนับสนุน ชุมชนออนไลน์ผู้ดูแลผู้ป่วย รวมทั้งสมาคมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเป็นกำลังใจให้กันและกัน
7. อย่าลืมดูแลผู้ดูแล
การเป็นผู้ดูแลหลักจะมีความเครียด ความเหนื่อยล้า ได้รับการพักผ่อนไม่เพียงพอ สุขภาพร่างกายแย่ลง รู้สึกโดดเดี่ยว และมีโอกาสเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า
คอยรับฟัง เป็นกำลังใจ ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนด้านต่าง ๆ หมั่นสังเกตภาวะอารมณ์จิตใจและสุขภาพของผู้ดูแล ให้ผู้ดูแลมีเวลาพักผ่อน มีเวลาเป็นของตัวเอง หรือทำกิจกรรมเพื่อความเพลิดเพลินบ้าง จะช่วยให้ผู้ดูแลได้รับการฟื้นฟูทั้งพลังกายและใจในการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม
บทความที่เกี่ยวข้อง











